จาก ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๗ ตอนพิเศษ ๘๒ ลง ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๓
ว่าด้วยการปฏิรูป
พ.ศ. ๒๕๕๓
*************
โดยที่เป็นการสมควรวางระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการปฏิรูป เพื่อให้การ
ดำเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบและโครงสร้างต่าง ๆ ในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
และเกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชนและชุมชน ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาครัฐ
ที่มุ่งไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย เสริมสร้างสมรรถนะ และพลังปัจจัย ที่จะช่วย
ขับเคลื่อนสังคมไทยให้มีความเข้มแข็ง อยู่เย็นเป็นสุข มีศักดิ์ศรี และความเป็นธรรม อันจะนำไปสู่
ความสมานฉันท์ สันติสุข และความเจริญมั่นคงในชาติบ้านเมือง
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๑ (๘) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
พ.ศ. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการปฏิรูป พ.ศ. ๒๕๕๓”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
เป็นกำหนดเวลาสามปี
ข้อ ๓ ในระเบียบนี้
“การปฏิรูป” หมายความว่า การใด ๆ ที่กระทำโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
เชิงระบบและโครงสร้างในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบคุณค่าของสังคม ระบบการจัดการทรัพยากร
และสิ่งแวดล้อม ระบบภาษีและการเงินการคลัง ระบบเศรษฐกิจ ระบบการศึกษา ระบบยุติธรรม
ระบบการเมือง ระบบราชการ ระบบการสื่อสาร ระบบสุขภาพ ระบบสวัสดิการสังคม และระบบอื่น ๆ
เพื่อนำไปสู่การเพิ่มสุขภาวะ ความเข้มแข็งและความเป็นธรรมในสังคม
“สมัชชาปฏิรูป” หมายความว่า กระบวนการทางสังคมที่ให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน
และชุมชน ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาครัฐ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างหลากหลายและ
กว้างขวาง บนฐานของปัญญา ความรู้ และความสมานฉันท์ โดยมีการจัดกระบวนการอย่างเป็นระบบ
และต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การมีข้อเสนอเชิงนโยบายให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติหรือนำไปพิจารณา
กำหนดเป็นนโยบายสาธารณะสำหรับการปฏิรูปประเทศไทย
“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานปฏิรูป
“ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักงานปฏิรูป
ข้อ ๔ ให้มีคณะกรรมการปฏิรูป ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่งซึ่งนายกรัฐมนตรี
แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ และกรรมการอื่นอีกไม่เกินยี่สิบห้าคน ซึ่งประธานกรรมการแต่งตั้งจาก
ผู้ทรงคุณวุฒิ
ให้ประธานกรรมการแต่งตั้งบุคคลตามที่เห็นสมควรคนหนึ่งเป็นเลขานุการ และให้
ผู้อำนวยการเป็นเลขานุการร่วม
ข้อ ๕ กรรมการตามข้อ ๔ มีวาระอยู่ในตำแหน่งเท่ากับระยะเวลาตามข้อ ๒ และดำรง
ตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระหรือในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้น
ในระหว่างที่กรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
แทนหรือเป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว
ในกรณีที่มีประธานกรรมการหรือกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้กรรมการประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จนกว่าจะมีการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการตามข้อ ๔
และในกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระให้กรรมการที่เหลือเลือกกรรมการคนหนึ่ง
ทำหน้าที่ประธานเป็นการชั่วคราว
ข้อ ๖ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๔) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๕) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
ข้อ ๗ การประชุมของคณะกรรมการปฏิรูป ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
ของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการ
ลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ข้อ ๘ ให้คณะกรรมการปฏิรูปมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดยุทธศาสตร์ แนวทาง มาตรการ และกระบวนการต่าง ๆ เกี่ยวกับการปฏิรูป
(๒) จัดทำข้อยุติและข้อเสนอแนะต่าง ๆ เกี่ยวกับการปฏิรูปเสนอต่อสาธารณชนและภาครัฐ
เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง
(๓) ประสานงานกับคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ในการให้ได้มาซึ่งข้อมูล ข้อคิดเห็น และ
ข้อเสนอแนะของสาธารณชนเกี่ยวกับการปฏิรูป
(๔) ประสานงานกับคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ในการสนับสนุน ติดตาม ผลักดันการ
ขับเคลื่อนของสาธารณชนและภาครัฐต่อการปฏิรูปให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
(๕) แต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะประเด็นหรือเฉพาะด้าน คณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน
เพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการปฏิรูปมอบหมาย
ข้อ ๙ ให้มีคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่ง
ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ และกรรมการอื่นอีกไม่เกินสามสิบคนซึ่งประธานกรรมการ
แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ
ให้ผู้อำนวยการเป็นเลขานุการ
ให้นำความในข้อ ๕ ข้อ ๖ และข้อ ๗ มาใช้บังคับกับการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง
และการประชุมของคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปโดยอนุโลม
ข้อ ๑๐ ให้คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนในสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน
เพื่อการปฏิรูป ตลอดจนสนับสนุนการสื่อสารทางสังคมเพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รับรู้ เข้าใจ และเข้าร่วม
ในการปฏิรูปอย่างกว้างขวาง
(๒) ดำเนินการให้ได้มาซึ่งข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสาธารณชนเกี่ยวกับ
การปฏิรูป
(๓) จัดให้มีสมัชชาปฏิรูประดับชาติ และสนับสนุนให้มีการจัดสมัชชาปฏิรูปเฉพาะพื้นที่
และเฉพาะประเด็น ตามความจำเป็นและเหมาะสม เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับ
การปฏิรูป
(๔) ประสานงานกับคณะกรรมการปฏิรูป ในการสนับสนุน ติดตาม ผลักดันการขับเคลื่อน
ของสาธารณชนและภาครัฐต่อการปฏิรูปให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
(๕) แต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะประเด็นหรือเฉพาะด้าน คณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน
เพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปมอบหมาย
ข้อ ๑๑ ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้คณะกรรมการปฏิรูป และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป
มีอำนาจเชิญให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานของรัฐ มาสอบถาม
ข้อเท็จจริง รวมทั้งมีอำนาจเรียกเอกสารจากหน่วยงานของรัฐมาเพื่อประกอบการพิจารณาได้ตามความ
จำเป็น
ข้อ ๑๒ ให้มีสำนักงานปฏิรูปเป็นหน่วยงานภายในของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพ
แห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการปฏิรูปและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป
โดยมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) รับผิดชอบงานเลขานุการ ของคณะกรรมการปฏิรูป คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป
คณะกรรมการเฉพาะประเด็นหรือเฉพาะด้าน คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง
(๒) ติดตามสถานการณ์ ศึกษา และรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุน
การดำเนินงานของคณะกรรมการปฏิรูป และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป
(๓) ประสานงานกับหน่วยงาน องค์กรทุกภาคส่วนและสาธารณชน เพื่อร่วมขับเคลื่อน
การปฏิรูป
(๔) ปฏิบัติงานหรือดำเนินการอื่นใดตามที่คณะกรรมการปฏิรูป หรือคณะกรรมการสมัชชา
ปฏิรูปมอบหมาย
ข้อ ๑๓ ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของสำนักงาน
นายกรัฐมนตรี อาจมีคำสั่งให้ข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการ หรือสำนักงานอาจขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐไปช่วยปฏิบัติงานเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานได้ โดยถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานตามปกติ โดยจะให้ไปช่วยปฏิบัติงานเต็มเวลา บางเวลา หรือนอกเวลาก็ได้
ข้อ ๑๔ ให้หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการต่าง ๆ และสำนักงาน ตามระเบียบนี้
ข้อ ๑๕ ให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการตามระเบียบนี้
ข้อ ๑๖ ให้นำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ และ พ.ศ. ๒๕๕๓ ระเบียบและมติของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการบริหารสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ มาใช้โดยอนุโลมกับการดำเนินการตามระเบียบนี้
ข้อ ๑๗ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้
ประกาศ ณ วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น