วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

การปฏิรูป

เก็บมาฝาก
จาก ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๗ ตอนพิเศษ ๘๒ ลง ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๓





ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยการปฏิรูป
พ.ศ. ๒๕๕๓

*************

          โดยที่เป็นการสมควรวางระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการปฏิรูป เพื่อให้การ
ดำเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบและโครงสร้างต่าง ๆ ในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
และเกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชนและชุมชน ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาครัฐ
ที่มุ่งไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย เสริมสร้างสมรรถนะ และพลังปัจจัย ที่จะช่วย
ขับเคลื่อนสังคมไทยให้มีความเข้มแข็ง อยู่เย็นเป็นสุข มีศักดิ์ศรี และความเป็นธรรม อันจะนำไปสู่
ความสมานฉันท์ สันติสุข และความเจริญมั่นคงในชาติบ้านเมือง
          อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๑ (๘) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
พ.ศ. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
          ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการปฏิรูป พ.ศ. ๒๕๕๓”
          ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
เป็นกำหนดเวลาสามปี
         ข้อ ๓ ในระเบียบนี้
          “การปฏิรูป” หมายความว่า การใด ๆ ที่กระทำโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
เชิงระบบและโครงสร้างในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบคุณค่าของสังคม ระบบการจัดการทรัพยากร
และสิ่งแวดล้อม ระบบภาษีและการเงินการคลัง ระบบเศรษฐกิจ ระบบการศึกษา ระบบยุติธรรม
ระบบการเมือง ระบบราชการ ระบบการสื่อสาร ระบบสุขภาพ ระบบสวัสดิการสังคม และระบบอื่น ๆ
เพื่อนำไปสู่การเพิ่มสุขภาวะ ความเข้มแข็งและความเป็นธรรมในสังคม
          “สมัชชาปฏิรูป” หมายความว่า กระบวนการทางสังคมที่ให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน
และชุมชน ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาครัฐ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างหลากหลายและ
กว้างขวาง บนฐานของปัญญา ความรู้ และความสมานฉันท์ โดยมีการจัดกระบวนการอย่างเป็นระบบ
และต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การมีข้อเสนอเชิงนโยบายให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติหรือนำไปพิจารณา
กำหนดเป็นนโยบายสาธารณะสำหรับการปฏิรูปประเทศไทย
          “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานปฏิรูป
          “ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักงานปฏิรูป
          ข้อ ๔ ให้มีคณะกรรมการปฏิรูป ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่งซึ่งนายกรัฐมนตรี
แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ และกรรมการอื่นอีกไม่เกินยี่สิบห้าคน ซึ่งประธานกรรมการแต่งตั้งจาก
ผู้ทรงคุณวุฒิ
          ให้ประธานกรรมการแต่งตั้งบุคคลตามที่เห็นสมควรคนหนึ่งเป็นเลขานุการ และให้
ผู้อำนวยการเป็นเลขานุการร่วม
          ข้อ ๕ กรรมการตามข้อ ๔ มีวาระอยู่ในตำแหน่งเท่ากับระยะเวลาตามข้อ ๒ และดำรง
ตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
          ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระหรือในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้น
ในระหว่างที่กรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
แทนหรือเป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว
ในกรณีที่มีประธานกรรมการหรือกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้กรรมการประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จนกว่าจะมีการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการตามข้อ ๔
และในกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระให้กรรมการที่เหลือเลือกกรรมการคนหนึ่ง
ทำหน้าที่ประธานเป็นการชั่วคราว
          ข้อ ๖ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
          (๑) ตาย
          (๒) ลาออก
          (๓) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
          (๔) เป็นบุคคลล้มละลาย
          (๕) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
          ข้อ ๗ การประชุมของคณะกรรมการปฏิรูป ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
ของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
          ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
          การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการ
ลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
          ข้อ ๘ ให้คณะกรรมการปฏิรูปมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้
          (๑) กำหนดยุทธศาสตร์ แนวทาง มาตรการ และกระบวนการต่าง ๆ เกี่ยวกับการปฏิรูป
          (๒) จัดทำข้อยุติและข้อเสนอแนะต่าง ๆ เกี่ยวกับการปฏิรูปเสนอต่อสาธารณชนและภาครัฐ
เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง
          (๓) ประสานงานกับคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ในการให้ได้มาซึ่งข้อมูล ข้อคิดเห็น และ
ข้อเสนอแนะของสาธารณชนเกี่ยวกับการปฏิรูป
          (๔) ประสานงานกับคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ในการสนับสนุน ติดตาม ผลักดันการ
ขับเคลื่อนของสาธารณชนและภาครัฐต่อการปฏิรูปให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
          (๕) แต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะประเด็นหรือเฉพาะด้าน คณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน
เพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการปฏิรูปมอบหมาย
          ข้อ ๙ ให้มีคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่ง
ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ และกรรมการอื่นอีกไม่เกินสามสิบคนซึ่งประธานกรรมการ
แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ
          ให้ผู้อำนวยการเป็นเลขานุการ
          ให้นำความในข้อ ๕ ข้อ ๖ และข้อ ๗ มาใช้บังคับกับการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง
และการประชุมของคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปโดยอนุโลม
          ข้อ ๑๐ ให้คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้
          (๑) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนในสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน
เพื่อการปฏิรูป ตลอดจนสนับสนุนการสื่อสารทางสังคมเพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รับรู้ เข้าใจ และเข้าร่วม
ในการปฏิรูปอย่างกว้างขวาง
          (๒) ดำเนินการให้ได้มาซึ่งข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสาธารณชนเกี่ยวกับ
การปฏิรูป
          (๓) จัดให้มีสมัชชาปฏิรูประดับชาติ และสนับสนุนให้มีการจัดสมัชชาปฏิรูปเฉพาะพื้นที่
และเฉพาะประเด็น ตามความจำเป็นและเหมาะสม เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับ
การปฏิรูป
          (๔) ประสานงานกับคณะกรรมการปฏิรูป ในการสนับสนุน ติดตาม ผลักดันการขับเคลื่อน
ของสาธารณชนและภาครัฐต่อการปฏิรูปให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
          (๕) แต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะประเด็นหรือเฉพาะด้าน คณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน
เพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปมอบหมาย
          ข้อ ๑๑ ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้คณะกรรมการปฏิรูป และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป
มีอำนาจเชิญให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานของรัฐ มาสอบถาม
ข้อเท็จจริง รวมทั้งมีอำนาจเรียกเอกสารจากหน่วยงานของรัฐมาเพื่อประกอบการพิจารณาได้ตามความ
จำเป็น
          ข้อ ๑๒ ให้มีสำนักงานปฏิรูปเป็นหน่วยงานภายในของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพ
แห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการปฏิรูปและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป
โดยมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
          (๑) รับผิดชอบงานเลขานุการ ของคณะกรรมการปฏิรูป คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป
คณะกรรมการเฉพาะประเด็นหรือเฉพาะด้าน คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง
          (๒) ติดตามสถานการณ์ ศึกษา และรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุน
การดำเนินงานของคณะกรรมการปฏิรูป และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป
          (๓) ประสานงานกับหน่วยงาน องค์กรทุกภาคส่วนและสาธารณชน เพื่อร่วมขับเคลื่อน
การปฏิรูป
          (๔) ปฏิบัติงานหรือดำเนินการอื่นใดตามที่คณะกรรมการปฏิรูป หรือคณะกรรมการสมัชชา
ปฏิรูปมอบหมาย
          ข้อ ๑๓ ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของสำนักงาน
นายกรัฐมนตรี อาจมีคำสั่งให้ข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการ หรือสำนักงานอาจขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐไปช่วยปฏิบัติงานเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานได้ โดยถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานตามปกติ โดยจะให้ไปช่วยปฏิบัติงานเต็มเวลา บางเวลา หรือนอกเวลาก็ได้
          ข้อ ๑๔ ให้หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการต่าง ๆ และสำนักงาน ตามระเบียบนี้
          ข้อ ๑๕ ให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการตามระเบียบนี้
          ข้อ ๑๖ ให้นำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ และ พ.ศ. ๒๕๕๓ ระเบียบและมติของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการบริหารสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ มาใช้โดยอนุโลมกับการดำเนินการตามระเบียบนี้
           ข้อ ๑๗ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้

                                   ประกาศ ณ วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
                                                อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
                                                   นายกรัฐมนตรี


วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เมื่อต้องมาเป็นพยานศาล


คงมีสักวันที่ต้องมีเหตุให้ต้องเดินทางมาเยี่ยมศาล และคงจะเป็นการดีหากท่านมีการเตรียมตัวให้พร้อมในเรื่องดังกล่าวเพื่อมิให้เกิดข้อผิดพลาด ซึ่งมีข้อแนะนำตามข้อมูลที่ขออนุญาตคัดลอกมาจาก http://www.sakc.coj.go.th/system/contact.php ดังนี้

พยานบุคคลที่จะไปเป็นพยานในศาลมีอยู่ 2 กรณีด้วยกัน คือ
พยานที่คู่ความนำไปเอง หรือเรียกกันว่า "พยาน"
พยานที่ศาลหมายเรียกไป หรือเรียกกันว่า "พยานหมาย"

การส่งหมายเรียกพยาน

• คู่ความฝ่ายที่อ้างท่านเป็นพยานนำไปส่ง
• เจ้าพนักงานศาลนำไปส่ง

จะทำอย่างไร ? เมื่อท่านได้รับหมายเรียกให้ไปเป็นพยานศาล
ท่านควรตรวจรายละเอียดในหมายเรียก เพื่อให้ทราบว่า....ศาลไหนเรียกให้ท่าน
ไปเป็นพยาน และท่านต้องไปเป็นพยานโจทก์หรือพยานจำเลย ในวัน เวลาใด
หากมีข้อสงสัย ...ให้โทรสอบถาม ตามหมายเลขโทรศัพท์ ของศาลที่ปรากฏอยู่ในหมายเรียก ท่านควรเก็บหมายเรียกไว้ และนำไปศาลในวันที่ศาลนัดสืบพยาน

การเตรียมตัว ก่อนไปเป็นพยานศาล
ท่านควรทบทวนเหตุการณ์ที่ท่านได้รู้ ได้เห็นเกี่ยวกับคดี เพื่อจัดลำดับเรื่องราวต่าง ๆจะได้เกิดความมั่นใจเมื่อไปเบิกความต่อศาลและหากเป็นคดีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเอกสาร
ท่านควรติดต่อไปยังฝ่ายโจทก์ หรือจำเลย ที่อ้างท่านเป็นพยานเพื่อขอตรวจสอบเอกสาร

การปฏิบัติตัว เมื่อไปศาลในวันนัดสืบพยาน
• นำหมายเรียกไปด้วย เพราะในหมายเรียกจะปรากฏหมายเลขคดี ชื่อโจทก์ ชื่อจำเลยซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลในการติดต่อราชการศาลได้เป็นอย่างดี
• กรุณาแต่งกายสุภาพ ไม่ควรสวมรองเท้าแตะ
• ไปศาลก่อนเวลานัดสืบพยาน ทำให้ท่านมีเวลาพอที่จะติดต่อกับ เจ้าหน้าที่ งานประชาสัมพันธ์ เพื่อสอบถามว่าคดีตามหมายเรียกของท่านจะมีการสืบพยาน ที่ห้องพิจารณาใดหรืออาจตรวจหาห้องพิจารณาจากป้ายประกาศนัดความของศาลเองก็ได้
• เมื่อทราบห้องพิจารณาแล้ว ให้แจ้งกับเจ้าหน้าที่งานหน้าบัลลังก์ ประจำห้องพิจารณานั้นๆ ว่าท่านมาถึงศาลแล้ว และนั่งรอในที่พักพยานที่ศาลจัดไว้ หรือใน ห้องพิจารณา
• หากท่านรอเพื่อเบิกความเป็นเวลานานเกินไปกรุณาสอบถามเจ้าหน้าที่ หน้าบัลลังก์ประจำห้องพิจารณานั้น ๆ

การปฏิบัติตัว เมื่อเข้าห้องพิจารณาในฐานะพยานศาล

• เจ้าหน้าที่งานหน้าบัลลังก์ประจำห้องพิจารณา จะเรียกเข้าห้องพิจารณา เมื่อฝ่ายโจทก์ ฝ่ายจำเลย และพยานมาพร้อมกันแล้ว ผู้พิพากษาจะขึ้นบัลลังก์.....ทุกคนในห้องพิจารณา ยืนขึ้นเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อศาล
• ก่อนที่ท่านจะเบิกความ เจ้าหน้าที่ฯ จะนำท่านเข้าประจำที่ที่เรียกว่า " คอกพยาน " จากนั้นท่านจะต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาของท่านว่าจะให้การด้วยความสัตย์จริง โดยเจ้าหน้าที่ฯ จะเป็นผู้นำสาบานและท่านต้องกล่าวตาม
• เมื่อสาบานตนเรียบร้อยแล้วให้ท่านนั่งลง และตอบคำถามที่ผู้พิพากษา ทนายโจทก์หรือทนายจำเลย ถามท่านด้วยความสัตย์จริงและใช้วาจาสุภาพ หากกล่าวถึงผู้พิพากษา...ให้ใช้ สรรพนามแทนผู้พิพากษาว่า " ศาล " หรือ " ท่าน "
• ให้ท่านเบิกความเฉพาะเรื่องที่ท่าน ได้รู้ ได้เห็น ด้วยตัวท่านเอง
อย่าเบิกความในเรื่องที่ได้รับการบอกเล่าจากผู้อื่น เว้นแต่ศาลจะสั่ง
• ให้ท่าน เบิกความด้วยวาจา อย่าใช้วิธีการอ่านข้อความตามที่เขียนมา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษา หากไม่แน่ใจหรือจำไม่ได้...ให้ตอบไปตามตรงว่า ไม่แน่ใจหรือจำไม่ได้
• อย่าเบิกความโดยการคาดคะเนหรือวิพากษ์วิจารณ์ เพราะท่านอาจมีความผิดในข้อหาเบิกความเท็จได้
• หากฟังคำถามไม่ชัดเจนท่านสามารถขอให้มีการทวนคำถามซ้ำอีกครั้งได้
• เมื่อเบิกความเสร็จ ศาลจะอ่านคำเบิกความของท่าน หากเห็นว่า...คำเบิกความไม่ถูกต้องตรงกับที่ท่านเบิกความไว้หรือไม่ครบถ้วน ขอให้แจ้งศาลทราบทันทีเพื่อจะได้แก้ไขให้ถูกต้องก่อนที่ท่านจะลงชื่อในคำ เบิกความ

จะทำอย่างไร ? ...เมื่อมีการเลื่อนนัดสืบพยาน
หากศาลไม่สามารถสืบพยานในวันนัดได้ เจ้าหน้าที่งานหน้าบัลลังก์ ประจำห้องพิจารณาจะให้ท่านลงชื่อรับทราบ วัน เวลานัดครั้งต่อไป โดยจะไม่มีการส่งหมายเรียกไปอีก ขอให้ท่านจำวัน เวลานัดดังกล่าวและ และต้องมาตามนัดด้วย

สิทธิ ในการรับค่าพาหนะและค่าป่วยการพยาน
หากท่านเป็นพยานในคดีแพ่งท่านจะได้รับค่าพาหนะและค่าป่วยการ ตามที่ศาลกำหนด โดยฝ่ายโจทก์หรือจำเลยที่อ้างท่านเป็นพยาน...ต้องเป็นผู้จ่ายหากท่านเป็น พยานโจทก์ในคดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ ท่านจะได้รับค่าพาหนะเท่าที่จ่ายไปจริงตามสมควร โดยโจทก์ ต้องเป็นผู้จ่าย

จะทำอย่างไร ? หากท่านไม่สามารถไปเป็นพยานศาลได้
หากท่านเจ็บป่วย หรือมีเหตุขัดข้องจำเป็น ...ไม่สามารถไปเป็นพยานศาลได้ในวันนัดสืบพยานได้ขอให้ท่านทำหนังสือแจ้ง อธิบดีผู้พิพากษาหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล เพื่อชี้แจงถึงเหตุผลความจำเป็น โดยที่ท่านอาจนำนำหนังสือ ไปยื่นที่ศาลด้วยตัวเองหรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นนำไปยื่นแทนท่านก็ได้แต่ต้อง ยื่นก่อนวันที่ศาลนัดสืบพยานในระหว่างเดินทางไปศาล...
หากมีอุบัติเหตุหรือข้อขัดข้องเกิดขึ้นขอให้ท่านโทรศัพท์แจ้งศาลตามหมายเลขโทรศัพท์ของศาลที่ปรากฏอยู่ในหมายเรียก

การไม่ยอมไปศาลตามหมายเรียก ...
โดยไม่มีเหตุผลอันควร ศาลอาจออกหมายจับและกักขัง ท่านไว้จนกว่าจะเบิกความเสร็จ และท่านอาจถูกฟ้องให้ต้องรับโทษทางอาญาจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขอให้มีความสุขกับการขึ้นศาลครับ

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

My Love

ทนายสรวิชญ์ เป็นห่วงกลัวว่าลูกค้าหรือเพื่อนพ้องจะเหงาเมื่อเข้ามาเยี่ยม
จึงให้หาเพลงไว้ฟังเป็นการพักผ่อนคลายอารมณ์สักเล็กน้อย

My Love

An empty street
An empty house
A hole inside my heart
I'm all alone and the rooms are getting smaller

I wonder how, I wonder why
I wonder where they are
The days we had, the songs we sang together
And oh my love
I'm holding on forever
Reaching for a love that seem so far

Chorus:
So I say a little prayer
And hope my dreams will take me there
Where the skies are blue
To see you once again, my love
Overseas from coast to coast
To find the place I love the most
Where the fields are green
To see you once again, my love

I try to read
I go to work
I'm laughing with my friends
But I can't stop to keep myself from thinking

I wonder how, I wonder why
I wonder where they are
The days we had, the songs we sang together
And oh my love
I'm holding on forever
Reaching for a love that seem so far

(Repeat chorus)

To hold you in my arms
To promise you my love
To tell you from the heart
You're all I'm thinking of

I'm reaching for a love seem so far

ก็ขอให้มีความสุขครับ

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เปิดสำนักงาน





สำนักงานทนายความ สรวิชญ์ วรเวก
1005 หมู่ที่ 2 เทศบาลซอย 6 ถนนสุวรรณศร
ต.ท่าเกษม อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว 27000
หมายเลขโทรศัพท์ 0-3751-5111 , 0-3751-5233-4 และ 08-1861-7833